จุดเด่นของเครื่องยนต์new vios

   Vios : จุดเด่นของเครื่องยนต์new viosนั้นเหมาะสมกับคนที่ใช้รถในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ชอบการขับขี่ที่มีอารมณ์กระชากนิดหน่อยตามจังหวะ มุดง่าย วงเลี้ยวแคบ ทำให้การขับขี่ในเมืองเป็นไปได้อย่างคล่องตัว  แต่เห็นจะเสียเปรียบคู่แข่งในด้านเชื้อเพลิงที่ไม่รองรับ E85 จากโรงงาน แต่การขับทางไกลก็เชื่อได้ว่ามีความประหยัดในระดับหนึ่งเลยทีเดียวบวกกับด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบา

พูดถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ จากการควบคุมของเครื่องยนต์ประเภทDOCH (dual overhead camshafts) ที่มีอยู่ในวีออสจะมีความแม่นยำมากกว่าระบบเครื่องยนต์ที่เป็น SOHC (Single overhead camshaft)

   จุดเด่นของเครื่องยนต์new viosในข้อมูลทางเทคนิคของเครื่องยนต์  ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1NZ-FE 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC ขนาด 1,497 CC. ให้แรงม้าสูงสุด 109 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 141 นิวตัน-เมตร
ที่มาพร้อมระบบวาล์วไอดีแปรผันอัจฉริยะ VVT-i อันโด่งดัง ที่ช่วยให้เครื่องยนต์แสดงศักยภาพได้เต็มที่ พร้อมกับประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่โดดเด่น

   นอกจากนี้จุดเด่นของเครื่องยนต์new vios ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติมีการเพิ่มฟังค์ชั่นใหม่เข้ามาให้เล่นกันนั่นคือ สัญลักษณ์ ECO บนมาตรวัดที่ช่วยย้ำเตือนให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการเหยียบคันเร่งให้เหมาะสมเพื่อรักษาประสิทธิภาพด้านอัตราสิ้นเปลืองให้ต่ำที่สุดตลอดเวลา ซึ่งขอบอกเลยว่า “เวิร์คมากๆ”เพราะจะช่วยให้เราคุมน้ำหนักเท้าในการเหยียบคันเร่งได้จริงๆครับ

  จุดเด่นของเครื่องยนต์new vios ที่ช่วยในเรื่องความประหยัดและการทรงตัวให้เจ๋งขึ้นกว่ารุ่นเดิม นั่นคือ การออกแบบให้ตัวรถมีหลักอากาศพลศาสตร์ที่ลดแรงเสียดทานของลมให้ต่ำลง ด้วยการออกแบบทรงหลังคา ติดตั้งฟิน(เรียกอีกอย่างว่า ครีบ)รีดอากาศที่กระจกมองข้าง และไฟท้าย ให้ลมที่วิ่งผ่านมีระเบียบมากขึ้น เมื่อรถวิ่งไปแล้วไม่ต้านลมก็จะส่งผลให้รถวิ่งไปข้างหน้าได้คล่องตัวขึ้น อันจะนำมาสู่ความประหยัดที่ดีขึ้นนั่นเองครับ

  และเมื่อลมที่วิ่งผ่านมีระเบียบมากขึ้นด้วยหน้าที่ของฟินต่างๆที่ติดอยู่รอบๆตัวรถ ทำให้เราได้รับประโยชน์จากแรงกดของลมที่วิ่งผ่านมาให้กดตัวรถลงติดพื้น(แทนที่จะช้อนขึ้น)ตลอดเวลาที่ขับขี่ นั่นก็แปลว่ารถก็จะเกาะถนนมากขึ้นนั่นเอง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าได้ลองขับเจ้า All New Toyota Vios 2013
เทียบกับตัวเดิมจะรู้สึกถึงความหนึบของช่วงล่างที่ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นแล้ววีออส จึงไม่จำเป็นต้องมีระบบ VSC ที่ช่วยควบคุมการทรงตัว ที่เกินความจำเป็นเลยครับ 



นอกจากนั้นแล้ว อีกหนึ่งความพิเศษที่เป็นหัวใจสำคัญในเรื่องประสิทธิภาพการทรงตัวของ All New Toyota Vios 2013 ที่จะดีขึ้นผิดหูผิดตาก็คือ ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS
ที่ปรับตั้งใหม่ให้ตอบโจทย์มากขึ้น ให้เหมาะกับคนที่แรงน้อยที่ต้องการความเบามือขณะขับช้า  และคนที่ชอบขับด้วยความเร็วที่ต้องการความแม่นยำและน้ำหนักที่ตึงมือเวลาทะยานด้วยความเร็วสูงๆ


   เรื่องความปลอดภัยก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์new vios ที่อยากนำเสนอแม้จะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจของลูกค้าหลายต่อหลายท่าน แต่ก็อยากฝากไว้ในอ้อมใจเพื่อนำไปประกอบการเลือกซื้อรถนะครับ โดย All New Toyota Vios 2013 ก็เด่นในเรื่องนี้ไม่แพ้ใครเหมือนกัน ด้วยระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม ทั้งในเชิงการป้องกัน(Active Safety) ที่ลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุด้วยการป้องกันไว้ก่อน ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆตามภาพด้านล่างครับ

และอีกหนึ่งหลักการของระบบความปลอดภัยที่ไม่ควรมองข้าม และเจ้า All New Toyota Vios 2013 ก็ให้ความใส่ใจเต็มที่ นั่นคือ ความปลอดภัยในเชิงการปกป้อง(Passive Safety)


แปลกันตรงตัวก็คือ ถ้าอุบัติเหตุเกิดขึ้นโดยเราเลี่ยงไม่ได้รถคันนี้จะมีระบบอะไรที่ช่วยผ่อนปรนความรุนแรงลงได้บ้าง เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารปลอดภัยมากที่สุดนั่นเอง ซึ่ง All New Toyota Vios 2013 มีมาพร้อมรบเลยครับดังนี้



   โดยรวมแล้วมีการพัฒนาขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบภายนอกและภายในที่ล้ำหน้าชนิดใครๆก็ต้องเหลียวมอง รวมไปถึงเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จัดเต็มเกินหน้าเกินตาชาวบ้านในตลาด และจุดเด่นของเครื่องยนต์new vios  VVT-iและเกียร์ SUPER ECT ตัวนี้ที่ยังโดดเด่นอยู่ ประกอบกับการปรับเซ็ตใหม่ให้ตอบสนองดีขึ้น และการควบคุมที่คมคายมากขึ้นของตัวรถ ก็น่าจะทำให้ All New Toyota Vios 2013 สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู็ที่อยากเป็นเจ้าของได้มากกว่าเดิมแน่นอนครับ

หากต้องการดูสเปควีออส สามารถเลือกตรงแถบขวามือได้เลยครับ หรือ กดลิ้งนี้เลยครับ

http://toyotanumber1.blogspot.com/2014/06/blog-post_29.html

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลนี้จะมีส่วนประกอบช่วยในการตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดีนะครับ




โตโยต้าขยายโชว์รูมและศูนย์ยริการมาตรฐานถึง 390 แห่งทั่วประเทศ สู่ทุกทิศทั่วไทย คอยเปิดบริการให้ทุกท่านอุ่นใจได้ตลอดการเดินทาง
----------------------------------------------------------------------------------------




แหล่งข้อมูล บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

คำแนะนำในการเข้าศูนย์บริการ

ข้อควรรู้ และคำแนะนำดีๆในการนำรถเข้าศูนย์
   คำแนะนำในการเข้าศูนย์บริการโตโยต้ามีระบบบริการที่สะดวกรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และบุคลากรที่มีคุณภาพให้ทุกท่านมั่นใจในการนำรถเข้าเช็คสภาพตามระยะทางที่กำหนด




   การนำรถเข้าศูนย์ เพื่อเช็คระยะทางตามที่กำหนด
   การนำรถเข้ารับบริการตรวจเช็คระยะตามกำหนด เป็นสิ่งที่ท่านเจ้าของรถ ต้องปฏิบัติเพื่อบำรุงรักษารถ ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ตามนโยบาย การรับประกันคุณภาพอย่างครบถ้วน ในระยะ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน



   ระยะทางหรือระยะเวลาในการนำรถเข้าศูนย์บริการที่กำหนดไว้มีดังนี้ครับ
การนำรถเข้าเช็คระยะหลังจากที่ลูกค้าได้รับรถไปแล้ว โดยจะฟรีค่าแรงให้ 6 ครั้งแรก ตามนี้เลยครับ
ระยะทางที่หนึ่งคือ 1,000 กิโลเมตร หรือ 1 เดือนแรกหลังจากที่ได้รับรถยนต์ไปแล้ว ระยะไหนถึงก่อนก็นำรถเข้ามาเช็คได้เลยครับ ระยะนี้จะเป็นเช็คสภาพโดยทั่วไป 
ระยะที่สองคือ ระยะที่ 10,000 กิโลเมตร หรือระยะที่ 6 เดือน ระยะนี้จะเริ่มการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง
ระยะที่สามคือ ระยะที่ 20,000 กิโลเมตร หรือระยะที่ 12 เดือน
ระยะที่สี่คือ ระยะที่ 30,000 กิโลเมตร หรือระยะที่ 18 เดือน
ระยะที่ห้าคือ ระยะที่ 40,000 กิโลเมตร หรือระยะที่ 24 เดือน
ระยะที่หกคือ ระยะที่ 50,000 กิโลเมตร หรือระยะที่ 30 เดือน


การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะต้องเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือ ทุก 6 เดือน และแต่ระยะใดถึงก่อนนะครับ

   ศูนย์บริการโตโยต้าจะให้บริการตรวจเช็คฟรีตามระยะโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายยกเว้นค่าน้ำมันหล่อลื่น, สารหล่อลื่นและอะไหล่ ที่ต้องเปลี่ยนตามอายุการใช้งานปกติ โดยท่านเจ้าของรถต้องนำรถเข้ารับบริการตาม ระยะทางและเวลาที่กำหนดแล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อนโดยเพื่อความสะดวกของท่าน ท่านสามารถ โทรนัดหมายที่เบอร์ คอลเซนเตอร์ ที่ศูนย์บรการโตโยต้าใกล้บ้านท่านไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันได้เลยครับ หรือจะโทรมานัดกับพนักงานขายของท่านก็ได้เช่นกัน ก่อนเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการโตโยต้าทุกแห่ง และหลังจากที่หมดช่วงของฟรีค่าแรงตรงนี้ ลูกค้ายังคงต้องนำรถเข้าศูนย์บริการโตโยต้า ทุกๆ 6 เดือน หรือ ทุกๆ 10,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ไปตลอด หรืออย่างน้อยจนกว่าจะหมดการรับประกันคุณภาพนะครับ แต่ขอแนะนำว่าให้เอาเข้าศูนย์บริการไปตลอดเลยจะยิ่งดีที่สุดครับ เพราะจะได้อะไหล่ที่เป็นของแท้ทุกอย่าง เมื่อได้อะไหล่ที่เป็นของแท้แล้วอายุการใช้งานก็จะยาวนาน ลดค่าใช้จ่ายและปัญหากวนใจที่จุกจิก อีกทั้งยังได้ความมั่นใจในผู้ติดตั้งและอุปกรณ์ เวลาขับรถทางไกลก็ยังไม่ต้องกลัวว่าเดี๋ยวรถจะเสียกลางทาง

   หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำแนะนำในการเข้าศูนย์บริการจะทำให้ผู้ที่ไม่อยากนำรถเข้าศูนย์ เปลี่ยนใจมานำรถเข้าศูนย์ให้มากขึ้นนะครับ เพื่อความสบายใจในการขับ และเพื่อความปลอดภัยในขณะใช้งาน เพื่อที่รถยนต์จะได้อยู่ให้ท่านใช้งานไปนานๆ คุ้มค่ากับการลงทุนที่ซื้อมา




โตโยต้าขยายโชว์รูมและศูนย์ยริการมาตรฐานถึง 390 แห่งทั่วประเทศ สู่ทุกทิศทั่วไทย คอยเปิดบริการให้ทุกท่านอุ่นใจได้ตลอดการเดินทาง 
---------------------------------------------------------------------------------------------



แหล่งข้อมูล บริษัท โตโยต้า มอเอตร์ ประเทศไทย จำกัด

การรับประกันคุณภาพ

  โตโยต้าได้มีการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่นับตั้งแต่วันที่ลูกค้าได้รับรถไปเป็นระยะทาง 100,000 กิโลเมตร หรือ 3 ปี แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน เพื่อให้ลูกค้าได้รับความมั่นใจในการซื้อรถใหม่และความสบายใจในการใช้งาน รายละเอียดของการรับประกันคุณภาพมีดังนี้ครับ








 การเริ่มต้นรับประกันคุณภาพ
เริ่มนับตั้งแต่วันที่ลูกค้าได้รับมอบรถจากผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้ง

   ขอบเขตของการรับประกันคุณภาพ
-การรับประกันคุณภาพจะรับผิดชอบโดยการซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เสียหายอันเนื่องมาจากความ
บกพร่องของวัสดุ/ชิ้นส่วนหรือ การประกอบจากโรงงานภายใต้การใช้งานตามปกติของรถยนต์แต่ละ
ประเภทซึ่งสามารถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐาน ของโตโยต้าทุกแห่งทั่วประเทศ

-ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆในการเข้ารับบริการภายใต้เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพอันเนื่องมาจาก 

ความบกพร่องของวัสดุ/ชิ้นส่วน หรือการประกอบจากโรงงาน

-สิทธิ์การรับประกันคุณภาพจะครอบคลุมถึงเจ้าของรถรายถัดไป จนกว่าจะหมดระยะเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน


   เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพ


1.แบตเตอรี่ 12 โวลท์ สำหรับรถยนต์ทั่วไป
รับประกัน 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตรแล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ภายใต้การใช้งานแบบปกติ คือ หมั่นตรวจสอบน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง อย่าให้ต่ำกว่าระดับที่กำหนด


2.แบตเตอรี่ สำหรับรถยนต์ ไฮบริด
2.1 แบตเตอรี่เสริมไฮบริด (12 โวลท์)
รับประกัน 36 เดือน หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน*

*การรับประกัน 24 เดือนแรก แต่ไม่เกิน 100,000 กม. จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่โดยไม่คิดมูลค่าสำหรับ แบตเตอรี่ที่ชำรุดเนื่องจากคุณภาพการผลิต หลังจาก 24 เดือน แต่ไม่เกิน 36 เดือน หรือ 100,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ โดยลูกค้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย 50%

2.2 แบตเตอรี่ไฮบริด
รับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง**


**มาตรฐานสำหรับการรับประกันคุณภาพของของผู้ผลิตแบตเตอรี่ ไฮบริด คือ ระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันส่งมอบ หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตรแล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ในส่วนของการขยายระยะเวลารับประกันที่เพิ่มเติม จนถึง 5 1ปีนับตั้งแต่วันส่งมอบรถ โดยไม่จำกัดระยะทางนั้นเป็นข้อเสนอพิเศษโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด การเรียกร้องสิทธิภายใต้เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพ อยู่ในความรับผิดชอบของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แต่เพียงผู้เดียว


3.ยางรถยนต์
   รับประกัน 2 ปีหรือ 50,000 กิโลเมตรแล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รับประกันในเรื่องของยางบวมซึ่งจะพิจารณาชดใช้ โดยเปรียบเทียบความลึกของดอกยางที่เหลือกับความลึกมาตรฐานของดอกยางตามรุ่นและชนิดเดียวกัน

4.อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์โตโยต้า
   อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์โตโยต้าที่ติดตั้งจากโรงงานรับประกันคุณภาพเท่ากับรถยนต์ใหม่ ส่วนที่ติดตั้งโดย ศูนย์บริการโตโยต้า รับประกันคุณภาพอุปกรณ์ตกแต่งสูงสุด 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตรจนสิ้นสุด ระยะรับประกันรถใหม่หรืออย่างน้อยที่สุด รับประกัน 1 ปีหรือ 20,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อ



   ข้อยกเว้นในการรับประกันคุณภาพ

1.ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมอันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพจากการใช้งานเช่นค่าปรับตั้งศูนย์ล้อ, ถ่วงยาง, เปลี่ยนน้ำยารักษาหม้อน้ำ, สารหล่อลื่น, การเปลี่ยนไส้กรองต่างๆ, ยางใบปัดน้ำฝน, ฟิวส์, หลอดไฟ, หัวเทียน, ผ้าเบรก, สายพาน, สายพานราวลิ้นที่สึกหรอเป็นต้

2.รถที่ดัดแปลงสภาพหรือติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อการใช้งานที่มิใช่การใช้งานตามปกติของรถยนต์แต่ละประเภท เช่นการแข่งขัน, บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราฯลฯ

3.การละเลยหรือขาดการดูแลที่ถูกต้องตลอดจนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง,สารหล่อลื่นหรือสารเคมีที่ผิดจากที่กำหนด ไว้ใน “คู่มือการใช้รถ”


4.ความเสียหายของพื้นผิวตัวถังรถที่เกิดจากสภาพแวดล้อมหรือมิได้เกิดจากการประกอบจากโรงงานเช่นฝนกรด, สารเคมี, เกลือ, น้ำยางต้นไม้, หรือจากภัยธรรมชาติเช่นลูกเห็บ, พายุฝน, ฟ้าผ่า, น้ำท่วมฯลฯ 


5.การเสื่อมสภาพของสี (สีซีด, สีตกหรือจางลง, สีผิดเพี้ยน) หรือเกิดสนิมเนื่องจาก การขาดการดูแลรักษา การใช้งานอย่างไม่ถูกต้อง หรือการขัดเคลือบสีรวมทั้งการจัดเก็บรถ ไว้ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม


6.ความเสียหายของผิวรถยนต์ที่เกิดจากสะเก็ดหินหรือเป็นรอยขีดข่วน


7.ถอดหรือแยกชิ้นส่วนออกจากกัน


8.การปรับตั้งหรือซ่อมจากศูนย์บริการอื่นๆที่ไม่ใช่ศูนย์บริการมาตรฐานโตโยต้า


9.ความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือเป็นผลมาจากอุบัติเหตุ


10.รถที่ไม่ได้ตรวจสอบตามระยะทุก 10,000 กิโลเมตรหรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคู่มือการใช้รถ






***หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการรับประกันคุณภาพรถยนต์ของโตโยต้านี้ จะทำให้ทุกท่านที่กำลังจะออกรถใหม่ เกิดความมั่นใจและมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อรถโตโยต้าได้มากขึ้น




โตโยต้าขยายโชว์รูมและศูนย์ยริการมาตรฐานถึง 390 แห่งทั่วประเทศ สู่ทุกทิศทั่วไทย คอยเปิดบริการให้ทุกท่านอุ่นใจได้ตลอดการเดินทาง

----------------------------------------------------------------------------------------------







แหล่งข้อมูล บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด










มอเตอร์สปอร์ต2014




   ค่ายรถยนต์โตโยต้า เผยกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต 2014 เพิ่มความเร้าใจกว่าเดิม ด้วยแนวคิด “Fast Fun Fest” พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ต นิสิตนักศึกษา ผู้ที่ชื่นชอบการแต่งรถ และบุคคลทั่วไปที่สนใจได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมมากยิ่งขึ้น โดยจะจัดขึ้นทั้งหมด 5 สนาม ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

   สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้เปิดโอกาสให้แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ต นิสิตนักศึกษา ผู้ที่ชื่นชอบการแต่งรถ และบุคคลทั่วไปที่สนใจได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมมากยิ่งขึ้น 

       
      การแข่งขันจะจัดขึ้นทั้งหมด 5 สนาม ได้แก่ 
สนามที่ 1 วันที่ 12-13 กรกฎาคม จ.ภูเก็ต, 
สนามที่ 2 วันที่ 23-24 สิงหาคม จ.นครราชสีมา, 
สนามที่ 3 วันที่ 20-21 กันยายน จ.เชียงใหม่, 
สนามที่ 4 วันที่ 4-5 ตุลาคม จ.บุรีรัมย์ 
และสนามที่ 5 วันที่ 10-14 ธันวาคม ริมหาดบางแสน จ.ชลบุรี 




  โดยแบ่งออกเป็นรุ่นการแข่งขัน วันเมคเรซ ทั้ง 3 รุ่น โคโรลล่า อัสติส วันเมคเรซ คลาสบี, วีออส วันเมคเรซ คลาสซี, วีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ


   ในส่วนของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต 2014  โคโรลล่า อัลติส โฉมใหม่ ได้ลงประลองสนามเป็นครั้งแรก เริ่มจากรุ่นคลาส บี ที่ได้เปลี่ยนรุ่นรถที่ใช้แข่งขันเป็นโคโรลล่า อัลติสใหม่ เครื่องยนต์ 1,600 ซีซี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงการทำงานที่ผสานกันอย่างลงตัวของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบเบรค และระบบช่วงล่าง ที่ช่วยให้นักแข่งสามารถควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ส่วนในรุ่น วีออส คลาสซี และวีออส เลดี้คัพ ที่เป็นรุ่นสำหรับมือใหม่ ยังคงรักษามาตราฐานการแข่งขัน โดยนักแข่งทุกคนจะต้องผ่านการอบรมจากโครงการ Toyota Racing School เพื่อเรียนรู้กฎ กติกา มารยาทที่ถูกต้องในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการเตรียมพื้นฐานที่ดีสำหรับการเข้าร่วมแข่งขัน

       


       นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมภายในงาน ได้แก่ Toyota Car Decoration Contest การประกวดแต่งรถโตโยต้าโดยนักศึกษาจากทั่วประเทศภายใต้แนวคิด Young and Sporty Vehicle for New Generation, Toyota Fun Rally ร่วมส่งความสุขให้กับครอบครัวโตโยต้าผ่านกิจกรรมแรลลี่ และชมการแข่งขันโตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต, Meet & Greet Toyota The Presenters การขับโชว์สมรรถนะจากนักขับมืออาชีพ พร้อมพบกับพรีเซ็นเตอร์ของรถยนต์โตโยต้า 3 รุ่น โคโรลล่า อัลติส - ไมค์ พิรัชต์ รุ่นวีออส - เจมส์ จิรายุ และ เต้ย จรินทร์พร และรุ่นยาริส - ผู้ชนะการประกวด Yaris The Presenter, VIGO Champ Stun Show การแสดงสตันท์โชว์ที่สนุก ตื่นเต้น แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของรถกระบะไฮลักซ์วีโก้ ที่ทั้งแรง และหนึบ, Toyota 86 Drift Show การโชว์ดริฟท์ รถโตโยต้า 86 จากลีลาการขับของ กีกี้ - ศักดิ์ นานา แชมป์ดริฟท์หลายรายการ
 





 



 และปิดท้ายด้วย The Champion Show by Toyota Team Thailand การขับโชว์สมรรถนะอันทรงพลังของรถแข่งจากนักแข่ง Toyota Team Thailand.


งานมอเตอร์สปอร์ต 2014 นี้ ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างให้ท่านได้รับชมอีกมากมาย ทางโตโยต้ายินดีต้อนรับทุกท่าน

แล้วพบกันที่สนามแข่งนะครับ.


-------------------------------------------------------------------------------------






แหล่งข้อมูล บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด








smart G-book ของโตโยต้า


 

   smart G-book ของโตโยต้า เป็นมากกว่าระบบนำทางทั่วๆไป ที่มาพร้อมกับแอฟพิเคชั่นอื่นๆอีกมากมายที่จะนำทุกท่านไปสู่การเดินทางอย่างมีความสุข ในบทความนี้จะบอกตั้งแต่วิธีการสมัคร ชื่อและประโยชน์ของแอปพิเคชั้นต่างๆที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานเป็นอย่างดี

 smart G-BOOK ของโตโยต้า พัฒนาขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์ 3 ด้าน คือ

-สนับสนุนการขับขี่  ประมวลเส้นทางจราจรที่หนาแน่นจากข้อมูลการจราจรล่าสุด และแนะนำเส้นทางที่การจราจรคล่องตัว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดเวลาการเดินทาง ลดการใช้พลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่าย
-ด้านความปลอดภัย  ค้นหาและยืนยันพิกัดของผู้ติดต่อ เพื่อส่งขอความช่วยเหลือ โดยประสานงานกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที
-ความสะดวกสบาย สามารถแนะนำร้านอาหาร ศูนย์การค้า สถานที่ท่องเที่ยว หรือศูนย์บริการโตโยต้า

 Toyota smart G-BOOK  มาพร้อมคุณสมบัติที่โดดเด่น ที่จะเติมเต็มทุกการขับขี่และตอบรับทุกสีสันของชีวิต ผ่านฟังก์ชันต่าง ๆ ดังนี้
1.smart Navi…ค้นหาง่าย สบายทุกการเดินทาง
2.Navigator  ระบบนำทางอัจฉริยะ แนะนำเส้นทางที่ดีที่สุดด้วยข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์
3.Spot Search  บริการค้นหาสถานที่สุดฮิต ร้านน่ากิน สถานที่ท่องเที่ยว อัพเดทเทรนด์ชีวิตให้คุณตลอดเวลา
4.Traffic Information  ตรวจสอบสภาพจราจร แจ้งสถานะการจราจรแบบเรียลไทม์ ด้วยเส้นสีบนแผนที่ ให้ทุกเส้นทางที่คุณใช้เป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด ซึ่งได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากความร่วมมือของ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (The Intelligent Traffic Information Center Foundation – iTIC)
5.smart Call…สอบถามง่าย อุ่นใจทุกเส้นทาง
6.Operator Service  บริการ smart G-BOOK Call Center ช่วยคุณค้นหาและส่งกลับจุดหมายปลายทางที่คุณต้องการ เพื่อการนำทางถึงที่หมายโดยสะดวก และรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง
7.G-Road บริการประสานงานแจ้งเหตุฉุกเฉินเรื่องรถ โดยการส่งตำแหน่งที่คุณอยู่ไปยังศูนย์ช่วยเหลือบนท้องถนน เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างสะดวกรวดเร็วในทุกที่
8.G-Life บริการประสานงานแจ้งเหตุฉุกเฉินด้านการแพทย์ โดยการส่งตำแหน่งที่คุณอยู่ไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ซึ่งมีเครือข่ายให้บริการทั่วประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และทันท่วงที
9.smart Memoryจัดการง่าย ลงตัวทุกการใช้งาน
10.Inbox กล่องรับข้อมูลจุดหมายปลายทาง/เส้นทาง รวมทุกข้อมูลที่คุณได้รับจาก smart G-BOOK Call Center เพื่อความสะดวกในการเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
11.G-Memory  ฟังก์ชันบันทึกสถานที่สุดโปรด เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเรียกใช้ข้อมูล พร้อมเชื่อมโยงสถานที่แนะนำจากเว็บไซต์ e-TOYOTACLUB.com ให้คุณเลือกอัพเดทเทรนด์ชีวิตได้ทุกที่ทุกเวลา
12.My Route ฟังก์ชันบันทึกเส้นทางสุดโปรด เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเรียกใช้ข้อมูล พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางแนะนำจากเว็บไซต์ e-TOYOTACLUB.com ให้คุณเลือกอัพเดทเทรนด์ชีวิตได้อย่างไร้ขีดจำกัด
smart G-book ของโตโยต้า  สามารถใช้กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ดังนี้
-ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 4.3.5 ขึ้นไป ได้แก่ iPhone 3GS 4G และ 4S
-ใช้ระบบปฏิบัติการ Android OS 2.3.4 ขึ้นไป ยกเว้นตระกูล 3.x และเครื่องแท๊ปเล็ต
โดยมีช่องทางหรือวิธีการดาวน์โหลดผ่าน App. Store ของ iPhone และทาง Android Market สำหรับระบบปฏิบัติการที่ใช้ Android

  การสมัคร smart G-Book
    ขั้นแรกเราต้องสมัครใน E-TOYOTACLUB ก่อนนะครับ เข้าไป www.e-toyotaclub.com หรือเข้าที่นี่ก็ได้ครับ  ถ้าคนทั่วไปคลิ๊กที่ silver member     
https://www.e-toyotaclub.in.th/th/Member/Account/acnt0440.asp
ถ้าคนที่มีรถเป็นเจ้าของ toyota อยู่แล้ว คลิ๊ก ที่ Gold Member 
เลยครับ  ทำตามขั้นตอนเลยครับ เสร็จแล้วค่อยมาสมัคร Smart G-Book เสร็จแล้วรอการตอบรับครจะมี username และ password ให้ทดลองใช้ 1 ปี  แล้วเราก็ดาวโหลด แอปมาลง IPhone หรือ ระบบแอนดอยได้เลย มีแบบเสียตังค์กับแบบฟรี ถ้าดาวโหลดแบบฟรี ก้อต้องรอ username และ password ให้ทดลองใช้ 1 ปี

และสำหรับรุ่นรถยนต์ที่รองรับการเชื่อมต่อ smart G-Book เข้าไปดูที่ลิ้งค์นี้ได้เลยครับ
http://www.e-toyotaclub.in.th/smartGbook/car_support/
ข้อมูลในแอ๊คเค้านท์อีโตโยต้าคลับของท่านจะเป็นตัวเดียวกันกับ Smart G-BOOK ซึ่งจะช่วยท่านในเรื่องฟังก์ชั่นการวางแผนนำทางของท่านล่วงหน้าครับ และการเชื่อมต่อข้อมูลต่างๆในอนาคต


   หากท่านสมัคร smart G-book ของโตโยต้าไม่ป็น ให้ติดได้ที่ศุนย์โตโยต้าใกล้บ้านท่านได้เลยครับ จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการคำแนะนำ และวิธีในการสมัคร เพื่อที่ทุกท่านจะได้รับความสะดวกในการเดินทาง ประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และประโยชน์อื่นๆดังที่ได้กล่าวไปอย่างมากมาย



โตโยต้าขยายโชว์รูมและศูนย์ยริการมาตรฐานถึง 390 แห่งทั่วประเทศ สู่ทุกทิศทั่วไทย คอยเปิดบริการให้ทุกท่านอุ่นใจได้ตลอดการเดินทาง
-------------------------------------------------------------------------------------







แหล่งข้อมูล บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด




การตรวจสอบรถยนต์ก่อนใช้งาน

   การตรวจสอบรถยนต์ก่อนใช้งานมีประโยชน์มากมายกับรถของท่าน และตัวท่านเอง ทั้งในเรื่องของความสบายใจในการเดินทาง ความมั่นใจในการใช้งานและยังได้ความรู้เกี่ยวกับรถที่ใช้ ซึ่งจะทำให้ท่านมีความเข้าใจในการใช้งานได้อย่างถูกต้อง 

การตรวจสอบรถยนต์ก่อนใช้งานมีวิธีตรวจง่ายๆด้วยตนเองดังนี้

1. ยางรถยนต์ 
         ควรตรวจเช็คลมยาง  และปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด หรือตามคำแนะนำ ในหนังสือคู่มือของรถยนต์เป็นประจำ 
         ในกรณีของยางใหม่  ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยาง ให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก) เนื่องจากโครงสร้างยางในช่วงนี้ จะมีการขยายตัว ทำให้ความดันลมยางลดลงจากปกติได้ 
         ห้ามปล่อยลมยางออก  เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นขณะกำลังใช้งาน เพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน เป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น เมื่อยางเย็นตัวลง ความดันลมยางก็จะกลับสู่สภาวะปกติ 
         เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว  ควรเปลี่ยนวาล์ว และแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ และมีฝาปิดวาล์วตลอดเวลา 
         สำหรับยางอะไหล่  ให้ตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องทุกๆ เดือน 
         หากขับรถที่ ความเร็วสูง ควรเติมลมมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ จะช่วยลดการบิดตัวของโครงยาง ทำให้เกิดความร้อนน้อยลง หรืออาจใช้การสังเกต จากที่ใช้งานทุกวัน และความชอบของผู้ขับรถเป็นเกณฑ์ โดยส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยของความดันลมยางของรถเก๋ง จะประมาณ 28-30 ปอนด์/ตารางนิ้ว ส่วนรถกระบะ จะประมาณ 35-40 ปอนด์/ตารางนิ้ว (ขับขี่ทั่วไปไม่บรรทุกหนัก)

2. ระดับของเหลวต่างๆของรถยนต์  เช่น  น้ำมันเครื่อง  น้ำมันเกียร์  น้ำมันเบรค  น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์  น้ำฉีดกระจก  น้ำกลั่นแบตเตอรี่  สามารถตรวจได้บ่อยครั้ง หรือสำหรับผู้ไม่มีเวลา
ควรตรวจอย่างน้อย 1ครั้ง ต่อ 1สัปดาห์
2.1 น้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่องเช็คระดับน้ำมันเครื่องโดย ใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง
- เพื่อให้การตรวจเช็คถูกต้อง รถควรอยู่ในแนวระดับเครื่องยังร้อน และทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 2-3นาทีเพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน
- ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็คน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า
- เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม
- ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่าง " F " กับ " L " แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ
ข้อควรระวัง
- หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
- ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติมน้ำมันเครื่องลงไป

 2.2 น้ำมันเกียร์
- ขับรถยนต์เป็นเวลา 15 นาที เพื่ออุ่นน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ 
     ข้อแนะนำ
• เนื่องจากน้ำมันเกียร์อัตโนมัติจะขยายตัวเมื่อมัน ร้อน ดังนั้นให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์หลังจากที่ได้ทำการอุ่นให้ร้อนแล้ว เนื่องจากโครงสร้างของเกียร์อัตโนมัติจะทำให้ปริมาณของน้ำมันเกียร์มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างมากตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง 
• สำหรับโคโรลล่า ให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 70 - 80?C (158 - 176?F) 
-  จอดรถในพื้นระดับและดึงเบรกมือ 
-  ให้เครื่องยนต์เดินเบา, เหยียบเบรก, ดึงคันเบรกมือและเลื่อนคันเกียร์อย่างช้าๆ จากตำแหน่ง P ไปยังตำแหน่งอื่นๆ จนถึงตำแหน่งเกียร์ L และเลื่อนกลับไปยังตำแหน่งเกียร์ P อีกครั้งหนึ่ง 
-  ดึงไม้วัดระดับน้ำมันออกมาขณะที่เครื่องยนต์เดินเบา, เช็ดคราบน้ำมันด้วยผ้าให้สะอาด เสียบไม้วัดระดับน้ำมันเข้าไปอีกครั้ง และตรวจสอบระดับน้ำมันต้องอยู่ช่วง "HOT" 
ข้อแนะนำ: 
• เมื่อขีดของน้ำมันด้านหลังของเกจวัดแตกต่างจากด้านหน้า ให้อ่านค่าต่ำสุด 
• เมื่อระดับน้ำมันมากกว่าค่ากำหนด น้ำมันเกียร์อัตโนมัติอาจรั่วออกจากรูระบาย เป็นสาเหตุทำให้เกียร์กระตุก 
• ถ้าระดับน้ำมันเกียร์ต่ำเกินไป อาจทำให้การหล่อลื่นไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการเสียดสีของกลไกภายในเกียร์มาก

2.3 น้ำมันเบรค 
   วิธีการตรวจเช็คระดับน้ำมันเบรคควรจะอยู่ระหว่าง MAX และ MIN แต่หมั่นตรวจเติมให้อยู่ในระดับ MAX ดีที่สุด 
เทคนิค : เติมน้ำมันเบรคจนถึงเส้นไข่ปลาและเมื่อปิดฝา ระดับน้ำมันจะขึ้นถึงระดับที่ถูกต้อง
เครื่องมือ - อุปกรณ์ : ผ้าชุบน้ำผืนขนาดพอสมควร ใช้ปิดตัวถังรถ ด้านที่เติมน้ำมันเบรคเพื่อป้องกันการกระเด็นไปถูกตัวถังรถ
ข้อควรระวัง
-  เติมน้ำมันเบรคให้ตรงกับระบบเบรคของรถหรือน้ำมันเบรคที่เคยใช้อยู่เท่านั้น แดง-แดง ใส-ใส
-  น้ำมันเบรคเป็นอันตรายต่อดวงตาและทำลายสีรถ ระวังล้นหรือกระเด็น
-  น้ำมันเบรกจะเสื่อมคุณภาพหากมีน้ำหรือความชื้นปนลงไป

2.4  น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
  ท่าน ควรตรวจระดับน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์เดือนละครั้ง และ ตรวจระดับน้ำพวงมาลัยเพาเวอร์ ในขณะที่เครื่องเย็นโดยดูที่ด้านข้างของกระปุกน้ำมัน ระดับน้ำมันควรอยู่ที่ไม่เกินขีดระดับสูงสุด และระดับต่ำสุด ถ้าระดับน้ำมันอยู่ต่ำกว่าขีดสุด ให้เติมน้ำมันจนระดับอยู่ที่ขีดสูงสุด 
ข้อควรระวัง
-  เทน้ำมันช้าๆ และระวังอย่าทำน้ำมันหก ถ้าน้ำมันหกให้รีบทำความสะอาดทันที เพราะน้ำมันที่หกอาจทำความเสียหายแก่ส่วนประกอบอื่นในห้องเครื่องยนต์ได้
-  ควรใช้น้ำมันยี่ห้อที่ดีตามโฆษณาทั่วไป
-  การที่ระดับน้ำมันต่ำอาจเกิดจากการรั่วในระบบ ควรตรวจดูระดับน้ำมันและนำรถเข้ารับการตรวจสอบระบบพวงมาลัยเพาเวอร์โดยเร็ว
-  การหมุนพวงมาลัยค้างไว้สุดทั้งด้านซ้ายหรือขวาอาจจะทำให้ระบบลูกยาง ท่อยาง ลูกยาง ลูกน้ำท่อยาง ที่เกี่ยวข้องกับระบบเพาเวอร์ ฉีกขาดหรือแตกได้ เนื่องจากการหมุนพวงมาลัยสุดทำให้แรงดันสูง

2.5 น้ำฉีดกระจก
  การเติมน้ำฉีดกระจกให้เติมในถังสีขาวให้เต็มหรือบางท่านอาจจะผสมแชมพู เพื่อให้กระจกใสมากขึ้น
-  ระดับน้ำในถังน้ำฉีดกระจกอยู่ในระดับต่ำหรือว่าไม่มีเลย : เมื่อตรวจพบว่าระดับน้ำพร่อง ควรเติมน้ำผสมกับน้ำยาทำความสะอาดกระจกลงไปเล็กน้อย จะช่วยทำความสะอาดได้ดีกว่าน้ำสะอาดเพียงอย่างเดียวนอกจากการตรวจระดับน้ำ แล้วควรที่จะตรวจสภาพของถังน้ำเองว่ารั่วหรือไม่ โดยการเติมน้ำลงไปทิ้งเวลาสักพักและค่อยกลับมาตรวจระดับน้ำอีกครั้งว่าพร่อง หรือลดลงมากเพียงใด เมื่อตรวจไม่พบรอยรั่ว แล้วค่อยลองฉีดน้ำล้างกระจกอีกครั้ง
-  สายยางน้ำฉีดกระจกหลุดหรือรอยฉีกขาด  วิธีตรวจเช็คคือมองไล่ตั้งแต่การลำเลียงน้ำจากถังน้ำผ่านมอเตอร์ปั้มน้ำที่ ติดอยู่กับถังน้ำมองไล่ตั้งแต่สายยางที่ออกจากถังน้ำไปจนถึงหัวฉีดซึ่งถ้าพบ ว่ามีส่วนใดขาดหรือหลุดควรทำการซ่อมแซม
-  หัวฉีดน้ำอุดตัน อาจจะเกิดจากการที่มีฝุ่นละอองไปอุดตันหัวฉีดน้ำ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการนำเข็ม หรือเหล็กแหลมที่สามารถแทงผ่านรูฉีดน้ำได้มาแทงผ่านรูฉีดน้ำเพื่อดันสิ่งที่ อุตันอยู่ให้หลุดออก พร้อมกับการตั้งระดับให้หัวฉีดสามารถฉีดน้ำพอดีกับกระจกไม่ต่ำหรือสูงเกินไป ส่วนถ้าใช้เหล็กแหลมทิ่มก็แล้วยังไม่หลุดต้องใช้มาตรการสุดท้ายคือการนำหัว ฉีดทั้งหัวไปต้มในน้ำร้อนเพื่อละลายคราบที่อุดตัน

2.6 น้ำกลั่นแบตเตอรี่
- ควรตรวจดูระดับน้ำกลั่น ก่อนทำการชาร์จทุกครั้ง ว่าแห้งไปหรือไม่ การตรวจเช็คสามารถดูได้จาก ลูกลอยระดับลูกลอยที่ลอยขึ้นมา จะต้องมองเห็นบาร์สีขาวเล็กน้อย ( ถ้าแถบบาร์สีขาวสูงเกินไปให้ดูดน้ำกลั้นออก เพราะนั้นอาจจะทำให้นำกลั่นล้นได้ ในขณะที่ทำการชาร์จ)หากไม่มีฝาลูกลอย ให้ใช้วิธีเปิดฝาจุกแล้วดูว่าน้ำกลั่นในเซลล์แบตเตอรี่มึระดับสูงกว่าแผ่น ธาตุภายในประมาณ 1 เซ็นติเมตร (วัดระดับด้วยสายตาก็ได้ครับ) ถ้าน้อยกว่าก็ให้เติมน้ำกลั่นลงไปให้อยู่ระดับที่ประมาณ 1 เซ็นติเมตร ห้ามเติมมากๆนะ เพราะเดี๋ยวน้ำกลั่นมันจะล้น เหมือนดังที่กล่าวข้างตัน
- ไม่ควรเติมน้ำหรือสิ่งอื่นใดลงไปในแบตเตอรี่ นอกจากน้ำกลั่น
- ควรรักษาความสะอาดขั้ว บนฝา และรอบๆให้สะอาดและแห้งอยู่ตลอดเวลา ถ้าส่วนบนของแบตเตอรี่สกปรกให้ใช้ผ้าชุดน้ำแล้วเช็ดให้สะอาด จะใช้น้ำล้างก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้นำเข้าไปในตัวแบตเตอรี่ ควรทำความสะอาดให้แบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่

   จะเห็นได้ว่าการตรวจสอบรถยนต์ก่อนใช้งานในละเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากในการตรวจเลย โดยส่วนมากแล้วจะดูบริเวณหน้าเครื่องเป็นหลัก รองลงมาก็จะเป็นล้อรถแค่หมั่นเช็คลมยางอาทิตย์ละครั้ง ในส่วนอื่นก็ตรวจดูด้วยสายตาของเราเป็นหลัก ไม่ได้ใช้เครื่องมือหรืออะไรที่หายากในการตรวจสอบเลย ง่ายแบบนี้แล้ว อย่าลืมกลับไปตรวจรถยนต์ของท่านให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มที่ด้วยนะครับ เพื่อที่รถยนต์จะได้อยู่ให้ท่านได้ใช้งานไปนานๆ คุ้มค่ากับการลงทุนที่ซื้อมา


***สามารถศึกษาการตรวจสอบรถยนต์ก่อนใช้งานเพิ่มเติมได้จากคู่มือและเทคนิคการใช้รถอย่างถูกต้อง ในคู่มือประจำรถได้เลยครับ







การดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นด้วยตนเอง



   การดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นด้วยตนเองอย่างถูกวิธี เพื่อทะนุถนอมอายุการใช้งานรถของท่านให้ยืนยาวและเป็นการรักษาอายุของท่านเองด้วย เราขอแนะนำข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ ครับ

รายการที่ควรตรวจเช็ค 
1. น้ำหล่อเย็น ควรตรวจเช็คระดับน้ำหล่อเย็นให้อยู่ในระดับ Full อยู่เสมอ โดยตรวจเช็คในขณะที่ดับเครื่องและเครื่องเย็น ถ้าระดับน้ำลดลงเป็นปริมาณมาก ก็อาจ จะมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพิจารณาหาสาเหตุ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็คสาเหตุ (อย่าลืมเติมน้ำก่อนนำรถไป) 

2. ระดับน้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องอุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับ เครื่องเช็คระดับน้ำมันเครื่องโดยใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง

     - เพื่อให้การตรวจเช็คถูกต้อง รถควรอยู่ในแนวระดับเครื่องยังร้อน และทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 
2-3 นาที  เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน
     - ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็คน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า
     - เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม
     - ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่าง " F " กับ " L "  แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ

  ข้อควรระวัง
    - หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะอาจ ทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
    - ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติม น้ำมันเครื่องลงไป

3. ระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ควรตรวจเช็คระดับน้ำกลั่น แบตเตอรี่ ให้อยู่ในตำแหน่ง UPPER/LEVEL และไม่ควรเติมเกิน กว่าระดับ UPPER/LEVEL เพราะถ้าเติม มากเกินไป น้ำยาอิเลคโทรไลท์ซึ่งเป็นสารละลายกรด ซัลฟูริค จะเจือจางทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง นอกจากนี้ น้ำยาอิเลคโทรไลท์อาจจะกระเด็นออกทาง รูระบายไอ และไปกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆ ในห้องเครื่องยนต์ได้
 ข้อควรระวัง
- ปิดฝาเติมน้ำกลั่นให้แน่น
- ขั้วแบตเตอรี่ที่ขั้วบวกและลบขันแน่น
- แบตเตอรี่ยึดแน่นกับฐานที่ตั้ง

 4. ระดับน้ำมันเบรก ควรตรวจเช็คด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันเบรกมีคำว่า MAX และ MIN ระดับน้ำมันเบรกควร อยู่ที่ระดับ MAX อยู่เสมอ สาเหตุที่เป็นไปได้ ที่มีผลทำให้ปริมาณน้ำมันเบรกในกระปุกน้ำมันเบรก ลดลงต่ำลงมี 2 ข้อ คือ

   - มีการรั่วของน้ำมันเบรกออกจากระบบเบรก
   - การสึกหรอของผ้าเบรก ซึ่งระดับน้ำมันเบรกจะลดลงน้อย และช้ามาก ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเบรกถ้าพบว่าระดับน้ำมันเบรกในกระปุก น้ำมันเบรก ลดลงต่ำลงรวดเร็ว ควรนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจ เช็คสาเหตุ

 5. ระดับน้ำมันคลัทช์ ควรตรวจเช็คด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันคลัทช์ จะมีคำว่า MAX กับ MIN ระดับน้ำมันคลัชท์  ควรอยู่ที่ระดับ MAX เสมอ ถ้าพบว่าระดับ น้ำมันคลัทช์ในกระปุกลดลงต่ำลง ควรนำรถเข้าศูนย์ บริการ เพื่อตรวจเช็คหาสาเหตุ

 6. ระดับน้ำมันเกียร์ AUTO ควรตรวจเช็คขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ AUTO ออกเช็คน้ำมันเกียร์ ที่ติดก้านวัดด้วยผ้า แล้วเสียบก้านวัด น้ำมันเกียร์คืนกลับจุดเดิม ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจระดับน้ำมันเกียร์ที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมัน เกียร์อยู่ที่ขีด F พอดี แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ปกติ

 7. ตรวจเช็คระดับน้ำมัน POWER ควรตรวจเช็คขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการหมุนฝาปิดกระปุกน้ำมันPOWER จะติด อยู่กับฝากระปุกน้ำมัน POWER ที่ก้าน วัดจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน ถ้าวัดตอนที่ เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ให้ดูด้าน COLD ถ้าวัดตอนเครื่อง ร้อนให้ดูด้าน HOT ถ้าเป็นรุ่นใหม่ให้ดูที่กระปุกน้ำมัน POWER จะเป็นพลาสติกใส ที่กระปุกจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน และมีขีดระดับ MAX กับ MIN อยู่ด้วยระดับน้ำมัน POWER ควรอยู่ระดับ MAX เสมอ ถ้าดูตอนเครื่องยนต์เย็นให้ดูด้าน COLD และถ้าดูตอน เครื่องยนต์ร้อนให้ดูด้าน HOT

 8. ตรวจเช็คสภาพของสายพาน โดยวิธีการมองดูที่สายพานถ้าพบรอยแตกเกิดขึ้น ควรทำการเปลี่ยนแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะใช้รถได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ก็ควรตรวจดูความตึง ของสายพานด้วย โดยการใช้นิ้วกดลงบนสายพานตรงกลาง ระหว่างมู่เล่สองข้าง ถ้าสามารถกดลงได้เล็กน้อย ประมาณ 10 มม. ก็น่าจะพอใช้ได้ (ถ้าไม่แน่ใจควรให้ช่างตรวจสอบ เพราะการตรวจด้วยวิธีดังกล่าว ผู้ตรวจต้องมีความชำนาญ พอสมควร)

 9. ตรวจเช็คสภาพภายในห้องเครื่อง โดยวิธีการมองดูรอบๆภายในห้องเครื่อง ให้สังเกตดูว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ท่อยางหม้อน้ำมีคราบน้ำซึมหรือไม่ สายไฟภายใน ห้องเครื่องเรียบร้อยดีหรือไม่ มีหนูขึ้นมากัดหรือไม่ มีคราบ น้ำมันเครื่องรั่วซึมหรือไม่ เป็นต้น

 10. ตรวจเช็คระบบไฟส่องสว่าง และไฟสัญญาณต่างๆ เปิดไฟทั้งหมดดูว่าทำงานตามปกติหรือไม่ มีหลอดไหนไม่ติด หรือไม่ ถ้าพบว่ามีไฟหลอดไหนไม่ติดควรเปลี่ยน ให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อ ตรวจเช็ค

 11. ตรวจเช็คที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝนเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ก็อาจมีการเสื่อมสภาพ

 12. ตรวจเช็คยาง ควรเช็คแรงดันลมยางอยู่เสมอๆ โดยใช้ ความดันลมยางตามที่ผู้ผลิตกำหนด และควรเช็คขณะที่รถ ยังไม่ได้ใช้งาน(ยางยังไม่ร้อน) ถ้าลมยางอ่อนผิดปกติ ควรนำไปตรวจสอบว่า มีตะปูตำหรือไม่ ดูสภาพยางด้วยตา ดูที่ผิวยางมีรอยแตกเล็กๆ หรือไม่ ดูการสึกหรอของดอกยาง กล่าวคือ ดอกยางสึกมากไปหรือยัง หรือมีการสึกหรอผิด ปกติ เช่น ลึกเฉพาะตรงกลางหน้ายาง (เติมลมมากเกินไป) สึกเฉพาะขอบยางทั้ง 2 ข้าง (ลมยางอ่อนเกินไป) หรือสึก ด้านใดด้านหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งกรณีเหล่านี้ ควรปรึกษาช่าง เพราะ ควรจะมีการตรวจเช็คช่วงล่าง และศูนย์ล้อ เอาเล็บมือกดดู ที่เนื้อยางว่า นิ่ม หรือ แข็ง ถ้ายางหมดสภาพ เนื้อยางจะกดไม่ลงจะแข็งมาก


 
การดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นด้วยตนเองที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ควรทำบ่อยแค่ไหน ?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับรถของท่านว่า ใหม่หรือเก่า มีสภาพเป็นอย่างไร ถ้าเป็นรถใหม่ๆ ทำอาทิตย์ละครั้งก็มากพอแล้ว แต่ถ้าเป็นรถเก่าสภาพไม่ดีนักก็อาจต้องทำทุกวัน
 คำแนะนำ
       ข้อควรระวังในการบำรุงรักษารถด้วยตัวของท่านเองถ้าท่านทำการบำรุงรักษารถ ด้วยตัวท่านเอง, ก่อนอื่นต้อง แน่ใจว่า ได้ปฏิบัติตามข้อควรระวังที่ให้ไว้ในส่วนนี้ อย่างถูกต้องไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้คำแนะนำในส่วนนี้ใช้ เฉพาะในการบำรุงรักษารถ เฉพาะส่วนที่บำรุงรักษาง่ายๆการทำงานใดๆ เกี่ยวกับรถยนต์ของท่านควรจะใช้ความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นตาม คำแนะนำ หรือคำเตือนดังต่อไปนี้

 คำเตือน
    - ขณะเครื่องยนต์กำลังทำงาน ระวังอย่าให้มือ, เสื้อผ้าและ เครื่องมือต่างๆเข้าใกล้ใบพัด และสายพานขับเครื่องยนต์ (ควรถอดแหวน, นาฬิกา และเนคไท ออกก่อนทำการ ตรวจซ่อม)
    - หลังจากใช้รถให้ระวังอย่าสัมผัสกับเครื่องยนต์, หม้อน้ำและท่อไอเสีย เนื่องจากความร้อนของสิ่งเหล่านี้
    - อย่าสูบบุหรี่ ใกล้น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากไอน้ำมันเชื้อ - เพลิงจะไวไฟมาก
    - ให้ระมัดระวังอันตรายจากน้ำกรด และไอน้ำกรดจากแบตเตอรี่ เมื่อทำงานอยู่กับแบตเตอรี่
    - อย่าเข้าใต้ท้องรถโดยมีเพียงแม่แรงรองรับเท่านั้น ควรใช้ขาตั้งรองรับเสียก่อน
    - ใช้อุปกรณ์ป้องกันตาขณะทำงานในที่ที่อาจมีของตก มีการพ่นหรือละอองของเหลวกระเด็นออกมาไม่ว่าจะอยู่บนหรือใต้รถก็ตาม


  ข้อควรระวัง      - จำไว้ว่าสายจากแบตเตอรี่และสายไฟจุดระเบิด มีกระแส หรือแรงดันไฟสูงมาก จะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดการลัดวงจร
     - ก่อนปิดกระโปรงหน้า ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่ลืมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ไว้
     - ถ้าท่านทำน้ำมันต่างๆ หกรดโดนชิ้นส่วนต่างๆ ให้รีบล้างออกโดยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันชิ้นส่วน หรือสีเสียหาย



    การดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นด้วยตัวเองนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย เพียงแค่ใช้สายตาของเราเป็นเครื่องมือในการมองเพื่อตรวจสอบว่าระดับของเหลวต่างๆอยู่ในระดับที่พอดีหรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะอยู่ที่หน้าเครือง เพีบงเปิดฝากะโปรงหน้าขึ้นมาก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว ***หากท่านนำรถเข้าเช็คระยะที่ศูนย์บริการตามระยะเวลาที่กำหนด คือทุก 6 เดือน หรือทุก 10,000 กิโลเมตร ท่านก็จะอุ่นใจได้ตลอดทุกการเดินทาง โดยไม่ต้องกลัวว่ารถจะมีปัญหาในระหว่างการใช้งาน